คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.)

• 2007-Dec-18 - ข้อเรียกร้องวันแรงงานข้ามชาติสากล

ข้อเสนอเนื่องในวันแรงงานข้ามชาติสากล ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๐

โดยคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย
องค์กรแรงงานและองค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงานข้ามชาติ
ที่ร่วมจัดงานวันแรงงานข้ามชาติสากล ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๐

 

                   

เนื่องด้วยวันที่ ๑๘ ธันวาคมของทุกปี เป็นวันแรงงานข้ามชาติสากล (International Migrant Day) ซึ่งเป็นวันที่องค์การสหประชาชาติได้มีการจัดทำอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติและครอบครัว ค.ศ.๑๙๙๐ เพื่อให้แรงงานข้ามชาติและแรงงานอพยพในประเทศต่างๆ ได้รับการคุ้มครองในฐานะที่เป็นมนุษย์ และเป็นในฐานะแรงงานที่มีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของโลก เนื่องจากปรากฎการณ์การย้ายถิ่นเพื่อแสวงหางานทำเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก ขณะเดียวกันแรงงานข้ามชาติก็มักจะถูกละเมิดสิทธิในด้านต่างๆอันเนื่องมาจากการเป็นคนข้ามชาติ ข้ามวัฒนธรรม ขาดโอกาสในการเข้าถึงกลไกการคุ้มครองของประเทศนั้นๆ

                    ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่มีสถานการณ์ด้านแรงงานข้ามชาติ ทั้งในฐานะประเทศผู้ส่งออกแรงงานข้ามชาติ และประเทศผู้รับแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันมีแรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน สามประเทศ คือ พม่า ลาว และกัมพูชา ซึ่งส่วนใหญ่เข้ามาทำงานในประเภทแรงงานไร้ฝีมือ ปัญหาหลักของแรงงานกลุ่มนี้คือ ยังไม่ได้รับการคุ้มครองและยังไม่สามารถเข้าถึงการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานของไทยได้เท่าที่ควร รวมทั้งยังไม่สามารถเข้าถึงการบริการทางสังคม เช่น ด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข

                    เพื่อให้เกิดการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ รวมถึงครอบครัวผู้ติดตามของแรงงานข้ามชาติ ทั้งในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง และในฐานะของผู้ใช้แรงงานที่ต้องได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายแรงงานไทย พวกเราจึงมีข้อเสนอดังนี้

(๑) ด้านสุขภาพและสังคม

การอพยพเคลื่อนย้ายแรงงานและผู้ติดตามจากประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ปัญหาสาธารณสุขมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การสื่อภาษาที่แตกต่าง การอยู่อย่างผิดกฎหมาย แม้ถูกกฎหมายก็อาจหวาดกลัวและไม่คุ้นเคย ส่งผลให้ประชากรข้ามชาติเหล่านี้เข้าไม่ถึงบริการสุขภาพ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเองก็ไม่สามารถทำงานเชิงรุกเข้าถึงเพื่อส่งเสริมป้องกันโรคได้ เนื่องจากการทำงานสุขภาพไปเกี่ยวพันกับประเด็นความมั่นคงและการจัดการแรงงาน

ข้อเท็จจริงคือการทำงานป้องกันควบคุมโรคที่บรรลุผลต้องครอบคลุมทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศ การแก้ไขปัญหานี้ที่ปัจจุบันอยู่ภายใต้กลไกการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองหรือ กบร. จึงต้องประสบปัญหาและอาจส่งผลต่อปัญหาสาธารณสุขของประเทศในระยะยาว ทั้งนี้เพราะ กบร. เน้นเรื่องการจัดการแรงงานและความมั่นคงเป็นหลัก แต่ขาดกลไกที่จะบริหารจัดการเพื่อป้องกันแก้ไขผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอันสืบเนื่องมาจากการเคลื่อนย้ายประชากร รัฐไทยจะต้อง

๑. สร้างกระบวนทัศน์ในเชิงความมั่นคงด้านสุขภาพและสังคม ให้คณะกรรมการคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าว (กบร.) เห็นความสำคัญของแก้ไขผลกระทบด้านสุขภาพและสังคม ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติหลบหนีเข้าเมือง โดยการปรับโครงสร้าง กบร.  ให้มีการเพิ่มเติมคณะอนุกรรมการเพื่อแก้ไขผลกระทบทางสุขภาพและสังคมขึ้นมา

                   ๒. ประเด็นเร่งด่วนที่ต้องการตอบสนองคือ การมีพนักงานสาธารณสุขต่างชาติที่สื่อภาษาเดียวกันและเข้าถึงชุมชนได้ เป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขไทยในการทำงานสุขภาพทั้งเชิงรับและเชิงรุก ที่ขณะนี้กรมบัญชีกลางได้พิจารณาให้ใช้เงินประกันสุขภาพแรงงานข้ามชาติได้ แต่ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการจัดจ้าง

                   ๓. ต้องยกเลิกแนวปฏิบัติที่จะเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงการดูแลรักษาพยาบาลและการป้องกันโรคติดต่อ รวมถึงการคุ้มครองสิทธิแรงงานข้ามชาติ เพราะแนวปฏิบัติเหล่านั้นไม่ได้ส่งผลดีต่อความมั่นคงของชุมชน

                   ๔. ยุติแนวคิดที่จะผลักดันแรงงานหญิงตั้งครรภ์กลับประเทศ เพราะไม่เป็นผลดีทั้งต่อตัวแรงงานและชุมชนในพื้นที่ รวมถึงยังเป็นการละเมิดสิทธิอนามัยเจริญพันธ์ต่อแรงงานหญิงข้ามชาติอย่างร้ายแรง

                   ๕. แรงงานข้ามชาติต้องเข้าถึงยาต้านไวรัส HIV/AIDS และจัดตั้งศูนย์ตรวจเลือดด้วยความสมัครใจและเป็นความลับ

 

                        (๒) แนวทางการคุ้มครองสิทธิของแรงงานข้ามชาติ

นโยบายการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติจะต้องตระหนักถึงมาตรการการคุ้มครองแรงงานอย่างจริงจัง และตระหนักถึงข้อจำกัดของแรงงานข้ามชาติที่ไม่สามารถเข้าถึงกลไกการคุ้มครองที่มีอยู่ได้จริง จึงจำเป็นต้องสร้างกลไกขึ้นมา โดยมีแนวทางเบื้องต้นดังนี้

                   ๑. ตั้งคณะอนุกรรมการด้านคุ้มครองสิทธิของแรงงานข้ามชาติ ซึ่งจะมีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นตัวหลัก และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ องค์กรประชาสังคม องค์กรแรงงานและองค์กรนายจ้าง นักวิชาการ เข้ามาร่วมทำงานในอนุกรรมการชุดนี้

                   ๒. สร้างกลไกที่เอื้อต่อการเข้าถึงการคุ้มครองทางกฎหมาย เช่น มีล่ามหรืออาสาสมัครที่คอยแปลภาษา หรือให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิแรงงานให้แก่แรงงานข้ามชาติ

                   ๓. แก้ไขระเบียบอนุญาตให้แรงงานข้ามชาติที่ถูกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมหรือถูกละเมิดสิทธิ สามารถอยู่อาศัยในประเทศไทยได้เป็นการชั่วคราว เพื่อดำเนินการร้องเรียนให้มีการแก้ไขปัญหาที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิตามกฎหมายแรงงาน ที่แรงงานข้ามชาติมีสิทธิที่จะพึงมีและพึงได้  หรือเรียกร้องค่าจ้างค้างจ่าย ค่าชดเชยตามกฎหมาย จนเสร็จสิ้นกระบวนการ

                   ๔. พิจารณายกเลิกการปิดกั้นสิทธิการรวมตัวของแรงงานข้ามชาติเพื่อจัดตั้งสหภาพแรงงานตามพรบ.แรงงานสัมพันธ์ เพราะกลไกการรวมตัวของแรงงานเป็นกลไกที่สำคัญในการปกป้องสิทธิของผู้ใช้แรงงาน

                   ๕. พิจารณาแก้ไขกฎกระทรวงฉบับที่ ๑๐ ออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ในเรื่องระยะเวลาการคุ้มครองแรงงานที่ทำงานในเรือประมงทะเลที่ออกนอกน่านน้ำไทยเลยหนึ่งปีขึ้นไป ซึ่งไม่มีผลบังคับใช้ตามพรบ.คุ้มครองแรงงาน เนื่องจากทำให้แรงงานข้ามชาติที่ทำงานในเรือประมงไทยไม่ได้รับการคุ้มครอง

                   ๖. ยกเลิกจดหมายจากสำนักงานประกันสังคม ที่ รส ๐๗๑๑/ ว ๗๕๑ ลงวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๔ ถึงผู้ว่าราชการทุกจังหวัด เรื่องการให้ความคุ้มครองแรงงานต่างด้าวที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับแนวปฏิบัติในการให้ความคุ้มครองแก่แรงงานต่างด้าวที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน เนื่องจากเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้แรงงานข้ามชาติเข้าไม่ถึงกองทุนเงินทดแทน เมื่อประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน

                   ๗. รัฐต้องส่งเสริมให้มีการจัดตั้งศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของแรงงานข้ามชาติ (Hotline) โดยให้แรงงานเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการ

 

(๓) แนวนโยบายการจัดการแรงงานข้ามชาติ

เนื่องจากการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติที่ผ่านมายังอยู่ในกรอบแนวคิดเรื่องของการต้องการแรงงานไร้ฝีมือเขามาทดแทนแรงงานที่ขาด และเน้นการจัดการในเชิงความมั่นคงเท่านั้น ยังขาดมิติของการจัดการที่มีมุมมองในเรื่องของมิติทางด้านการคุ้มครอง และยังขาดการมีส่วนร่วมของฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างๆอย่างเป็นระบบโดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการ ตัวแทนผู้ใช้แรงงาน ภาควิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเรื่องแรงงานข้ามชาติ จึงมีข้อเสนอว่า

                   ๑. นโยบายการจดทะเบียนจะต้องมีความสอดคล้องกับปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ควรจะมีการเปิดโอกาสให้จดทะเบียนได้ตลอดทั้งปี เพื่อสอดรับกับการหมุนเวียนแรงงานตามความต้องการแรงงาน ทั้งนี้จำเป็นต้องมีการพิจารณาทบทวนให้แรงงานข้ามชาติที่เคยมาขึ้นทะเบียนเพื่อขออนุญาตทำงานในช่วงปีที่ผ่านมา และไม่สามารถดำเนินการต่อใบอนุญาตในปีนี้ได้ มีโอกาสได้มาขออนุญาตทำงานอีกครั้ง เพื่อแก้ไขปัญหาแรงงานที่หลบซ่อนอยู่นอกกระบวนการจ้างงานตามกฎหมาย เพราะในความเป็นจริงแล้วยังมีสาเหตุหลายประการที่แรงงานเหล่านี้ไม่สามารถเข้าถึงการขออนุญาตทำงานที่ผ่านมาได้

                   ๒. จัดทำแผนแม่บทการจัดการแรงงานข้ามชาติในระยะยาว โดยการระดมการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องในทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดแนวทางการจัดการในระยะยาว

                   ๓. จะต้องมีนโยบายต่อเรื่องการคุ้มครองแรงงานที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดผลต่อการคุ้มครองแรงงานอย่างจริงจังในระดับปฏิบัติ

                   ๔. พิจารณาทบทวนแนวทางการพิสูจน์สัญชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีแรงงานที่มาจากประเทศพม่า ซึ่งต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้อง เช่น ปัจจัยทางการเมืองในประเทศต้นทาง ฯลฯ และหามาตรการที่เหมาะสมอย่างแท้จริงต่อไป

                   ๕. จะต้องสร้างการมีส่วนร่วมของแรงงานและฝ่ายที่เกี่ยวข้องอื่นๆต่อการกำหนดนโยบายในทุกระดับ โดยจะต้องมีตัวแทนของแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติ ในคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการแรงงานข้ามชาติในทุกระดับ เพื่อให้นโยบายเกิดมุมมองที่หลากหลายและสอดคล้องกับความเป็นจริง

                   ๖. ยกเลิกประกาศจังหวัดเรื่องการจัดระบบในการควบคุมแรงงานต่างด้าว ซึ่งมีประกาศบางข้อที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนของแรงงานข้ามชาติอย่างร้ายแรง เช่น การมิให้แรงงานข้ามชาติใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ การห้ามมิให้แรงงานข้ามชาติชุมนุมกันตั้งแต่ ๕ คน หรือการห้ามออกนอกที่พักอาศัยหลัง ๒๐.๐๐ น. ซึ่งประกาศดังกล่าวส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและการเข้าถึงการคุ้มครองสิทธิทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งให้มีการทบทวนประกาศหรือแนวปฏิบัติที่อาจจะส่งผลให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงานของกลุ่มแรงงานข้ามชาติ

                   ๗. ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๐ เรื่องการผ่อนผันให้ผู้ติดตามแรงงานต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักร ซึ่งผ่อนผันเพียงบุตรของแรงงานข้ามชาติเท่านั้นที่สามารถจะได้รับการผ่อนผันให้เป็นผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติ ซึ่งขัดแย้งกับภาวะความเป็นครอบครัว และความเป็นจริงของครอบครัวแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย ซึ่งมีทั้งพ่อ แม่และลูก ซึ่งหากมีการปฏิบัติจริงอาจจะมีการส่งผลให้เกิดการพรากครอบครัวของแรงงานข้ามชาติได้ และถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเรื่องการจัดตั้งครอบครัวอย่างร้ายแรง

                   ๘. การส่งแรงงานข้ามชาติกลับไม่ว่าหญิงหรือชาย จะต้องคำนึงถึงความเป็นจริงที่ว่าในกลุ่มแรงงานเหล่านี้มีผู้ลี้ภัยที่หลบหนีจากการประหัตประหารอยู่ด้วย และการส่งบุคคลดังกล่าวกลับไปสู่อันตราย เป็นการขัดต่อกฎจารีตระหว่างประเทศและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

                   ๙. รัฐจะต้องมีแนวนโยบายเรื่องแรงงานข้ามชาติในมิติที่รอบด้านและสอดคล้องกับความเป็นจริง โดยเน้นในเรื่องการคุ้มครองและเคารพในสิทธิมนุษยชน ควบคู่ไปกับนโยบายด้านอื่นๆ ยกระดับนโยบายแรงงานข้ามชาติไปสู่นโยบายคนข้ามชาติที่มีมุมมองและมิติที่ลึกซึ้ง สอดคล้องกับความเป็นจริงมากกว่าแค่การมองเฉพาะเพียงเรื่องของการเป็นแรงงานเท่านั้น  และสุดท้ายรัฐจะต้องยอมรับในข้อเท็จจริงว่าประเทศไทยยังต้องการแรงงานข้ามชาติที่จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจประเทศไทย ฉะนั้นจำเป็นที่รัฐจะต้องมองการจัดการที่เกี่ยวโยงกับบริบทประเทศไทย ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคอาเซียนและประชาคมโลกร่วมด้วย

                   ๑๐. รัฐบาลไทยจะต้องให้สัตยาบันในอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของแรงงานอพยพและครอบครัว ค.ศ.๑๙๙๐ ตลอดจนอนุสัญญาขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ ๙๗ ว่าด้วยการย้ายถิ่นเพื่อการทำงาน (พ.ศ.๒๕๐๒)  ฉบับที่ ๑๔๓ ว่าด้วยเรื่องแรงงานข้ามชาติ (บทบัญญัติเพิ่มเติม) (พ.ศ.๒๕๑๘)  ฉบับที่ ๘๗ ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว (ค.ศ.๑๙๔๘) ฉบับที่ ๙๘ ว่าด้วยการรวมตัวและร่วมเจรจาต่อรอง (ค.ศ.๑๙๔๙)

Post A Comment! :: Send to a Friend!

About Me

คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (Thai Labour Solidarity Committee : TLSC) เป็นการรวมตัวกันขององค์กรแรงงานและองค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงานต่างๆ เพื่อทำการรณรงค์เคลื่อนไหวเรียกร้อง และติดตามประเด็นปัญหาแรงงานร่วมกัน เนื่องจากปัญหาความอ่อนแอ ความแตกแยก ความไม่มีเอกภาพของขบวนการแรงงาน ทำให้การเคลื่อนไหวเรียกร้องของผู้ใช้แรงงานไทยเป็นไปอย่างไม่มีพลัง ไม่ได้รับการใส่ใจในการพิจารณาจากรัฐหลายเรื่องหลายครั้ง มีแผนข้อเรียกร้องดีๆที่เสนอโดยองค์กรแรงงานแต่ขาดความเป็นเอกภาพในการทำงาน ขาดการทำงานและติดตามประเด็นปัญหาอย่างต่อเนื่อง และไม่มีการแบ่งงานกันทำที่ชัดเจน ทำให้การเคลื่อนไหวของผู้ใช้แรงงานไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ด้วยเหตุนี้ ต้นปี ๒๕๔๔ องค์กรแรงงานต่างๆ มีทั้งระดับสภาองค์การลูกจ้าง สหพันธ์แรงงาน กลุ่มสหภาพแรงงานย่านอุตสาหกรรมต่างๆ และองค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงาน ที่มุ่งมั่นจะเห็นความสำเร็จของการทำงานเพื่อมวลผู้ใช้แรงงาน ได้ตัดสินใจที่จะร่วมมือกันทำงานเพื่อให้ขบวนการแรงงานมีความเป็นเอกภาพและเข้มแข็งยิ่งขึ้น จึงได้รวมตัวกันเป็นคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยขึ้น และได้กลายเป็นองค์กรแรงงานที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในปัจจุบัน

«  January 2009  »
MonTueWedThuFriSatSun
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 

Links

• Home
• View my profile
• Archives
• Friends
• Email Me
• My Blog's RSS
• <%LinkTitle%>

Friends

Entry 4 of 22
Last Page | Next Page